13ข้อที่บอกได้ว่าใครกำลังโกหกอยู่ 10วิธีเพิ่มบุญไม่ต้องเสียสักบาท นิทานธรรมะเตือนสติเสื้อแห่งความสุข

Поделиться
HTML-код
  • Опубликовано: 27 мар 2025
  • ท่านผู้ฟังสามารถให้การสนับสนุนช่องของเรา เพื่อให้ได้ผลิตเนื้อหาสาระดีๆแบบนี้ต่อไปได้โดยการสมัคสมาชิกของช่องของเรา ที่ปุ่มสมัครข้างปุ่มติดตาม หรือตามลิ้งค์นี้ได้เลย / @อานนท์เล่าเรื่อง
    เรื่องเล่าประสบการณ์แปลกๆ เร้นลับน่ากลัว หรือเรื่องของเวรกรรมที่ประสบพบเจอมาด้วยตนเองหรือของคนรอบข้างหรือได้ยินได้ฟังมา มาบรรยายถ่ายทอดให้ได้รับฟังกัน ทั้งเพื่อความบันเทิง และเป็นคติเตือนใจ ให้ผู้คนเกรงกลัวละเว้นจากบาปกรรม ต่อไป ด้วยความเครพอย่างสูงยิ่ง กระผม อานนท์
    เครดิต เพลงประกอบ outro : The Evening of Departure โดย Twin Musicom ได้รับอนุญาตภายใต้ ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (creativecommon...)
    ศิลปิน: www.twinmusicom...
    #อานนท์เล่าเรื่อง #สาระความรู้ #คติธรรมสอนใจ

Комментарии • 16

  • @อานนท์เล่าเรื่อง

    #สำหรับผู้ไม่สะดวกรับฟังด้วยเสียง
    #13สัญญาณจับผิดคนโกหก
    ถ้าหากคุณกำลังสงสัยใครอยู่ละก็… ลองสังเกตพฤติกรรม 13 ข้อนี้ดู
    การหายใจผิดปกตินั้นเป็นเพราะว่าอัตราการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนของเลือดในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง
    โดยร่างกายจะทำปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มรู้สึกตื่นเต้นหรือรู้สึกเครียด
    1. ขยับหัวไปมา
    เมื่อคุณถามคำถามแล้วสังเกตเห็นเขาตอบสนองด้วยการขยับหัวไปมาอย่างรวดเร็ว นั่นอาจจะแปลว่า เขาอาจจะกำลังโกหกอะไรบางอย่างคุณอยู่ก็ได้
    กลาสส์บอกว่าการขยับหัวมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น การหดหัว หรือก้มหัวลง การเอียงหัวไปข้างหลังหรือข้างๆ เล็กน้อย โดยพฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นทันทีก่อนที่พวกเขาจะตอบคำถาม
    2. จังหวะการหายใจเปลี่ยนไป
    กลาสส์บอกว่าเวลาที่ใครสักคนกำลังโกหกคุณอยู่นั้น พวกเขาจะเริ่มหายใจถี่ขึ้น มันคือพฤติกรรมตอบสนอง และเมื่อการหายใจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง หัวไหล่ของเขาจะยกขึ้นและพูดด้วยเสียงที่สูงกว่าปกติ
    “จริงๆ แล้วการหายใจผิดปกตินั้นเป็นเพราะว่าอัตราการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนของเลือดในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง โดยร่างกายจะทำปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มรู้สึกตื่นเต้นหรือรู้สึกเครียด ซึ่งก็คือหนึ่งในพฤติกรรมของคนโกหกนั่นเอง”
    3. พูดซ้ำไปซ้ำมา
    “ฉันไม่ได้ทำ… ฉันไม่ได้ทำ…”
    การที่คนโกหกพูดคำหรือประโยคเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา นั่นเป็นเพราะว่าเขากำลังพยายามโน้มน้าวให้คุณเชื่อพร้อมกับปกปิดคำโกหกที่อยู่ในหัว
    การพูดซ้ำไปซ้ำมาคือวิธีหนึ่งที่คนโกหกใช้ซื้อเวลาให้กับตัวเองเพื่อรวบรวมความคิดในหัว และเมื่อคุณถามคำถามเขาอย่างต่อเนื่อง เขาก็จะใช้วิธีนี้เพื่อขัดขวางการตอบคำถาม
    กลาสส์บอกว่า “พวกเขาจะพยายามคิดว่าจะพูดอะไรต่อไปดี”
    เมื่อเขาเริ่มยกมือขึ้นมาปิดปาก นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการที่จะพูดออกมาทุกอย่าง เพราะเขาไม่อยากพูดความจริง
    4. มือกุมส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย
    คนที่กำลังโกหกอยู่นั้นมักจะเอามือขึ้นมากุมส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็น ท้ายทอย หน้าอก ลำคอ หัว หรือหน้าท้อง
    กลาสส์บอกว่าตอนที่เธอทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับทนายความ เธอมักจะได้เห็นคนที่ถูกไต่สวนเอามือขึ้นมาจับต้นคอในห้องพิจารณาคดีเป็นประจำ ซึ่งกลาสส์ไม่เคยใช้ภาษากายนี้ในการบ่งบอกพฤติกรรมจนกระทั่งได้เป็นตัวแทนพิเศษและเข้าร่วมกับทีมเอฟบีไอ
    5. จับหรือปิดปาก
    กลาสส์บอกว่าสัญญาณเมื่อคนเราโกหกก็คือ พวกเขาจะยกมือขึ้นมาจับหรือปิดปากโดยอัตโนมัติ เมื่อพวกเขารู้สึกไม่อยากรับมือกับปัญหาหรือตอบคำถามใดๆ
    “เมื่อเขาเริ่มยกมือขึ้นมาปิดปาก นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการที่จะพูดออกมาทุกอย่าง เพราะเขาไม่อยากพูดความจริง หรือบางครั้งก็จบบทสนทนานั้นไปเลย”

    • @อานนท์เล่าเรื่อง
      @อานนท์เล่าเรื่อง  10 месяцев назад +2

      6. กระดิกเท้า
      การกระดิกเท้าคือพฤติกรรมที่ร่างกายพาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ กลาสส์อธิบายว่าการกระดิกเท้าไปมากำลังบอกว่าเขาคนนั้นกำลังรู้สึกตื่นเต้นหรืออึดอัด นอกจากนี้ยังสื่อให้เห็นว่าพวกเขาต้องการออกไปจากสถานการณ์นั้น
      “เพียงแค่ดูที่เท้าของพวกเขาก็สามารถบอกอะไรคุณได้มากมาย”
      คนโกหกมักจะพูดมากกว่าปกติ เพราะเขาหวังว่าการพูดคุยที่ดูเหมือนเปิดเผยอาจจะช่วยให้คนอื่นเชื่อคำพูดของเขา
      7. พูดมากเกินไป
      “คนโกหกมักจะพูดมากกว่าปกติ เพราะเขาหวังว่าการพูดคุยที่ดูเหมือนเปิดเผยอาจจะช่วยให้คนอื่นเชื่อคำพูดของเขา”
      กลาสส์บอกว่าเมื่อมีใครสักคนเอาแต่พูด พูดแล้วพูดอีก โดยที่คำตอบเหล่านั้นคุณไม่ได้ถามโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกรายละเอียดที่เกินจำเป็นที่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ คนพวกนี้มีแนวโน้มสูงมากที่จะพูดโกหก
      8. ชี้นิ้วบ่อย
      กลาสส์บอกว่าเมื่อคนโกหกเริ่มตกเป็นรอง พวกเขาจะป้องกันตัวด้วยการพยายามพลิกสถานการณ์ โดยคนโกหกจะเริ่มชี้นิ้วกล่าวหาคุณและพูดโวยวาย เพราะเขารู้สึกโกรธที่คุณจับได้ว่าเขากำลังโกหก
      9. พูดไม่ค่อยออก
      กลาสส์บอกว่าถ้าคุณเคยดูวิดีโอที่สอบสวนผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนทำผิด คุณจะสังเกตเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขาที่จะพูดออกมา เพราะเมื่อเวลาเราเครียด ระบบประสาทจะตอบสนองอัตโนมัติด้วยการลดน้ำลาย ซึ่งจะทำให้รู้สึกคอแห้งและปากแห้งไปหมด
      นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตเวลาคนกำลังโกหกก็คือ พวกเขาอาจจะกัดหรือเม้มปากนั่นเอง
      โดยทั่วไปแล้วเมื่อคนเราพูดความจริงก็มักจะมองไปรอบๆ หรืออาจจะมองออกไปข้างนอกบ้างเป็นครั้งคราว
      ในขณะที่คนที่โกหกนั้นจะจ้องมองอย่างต่อเนื่องเพื่อข่มขู่หรือพยายามควบคุมให้เราเชื่อ
      10. จ้องตาไม่กะพริบตา
      เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะหลบสายตาหากเรากำลังโกหก แต่สำหรับคนที่ตั้งใจโกหกและเตรียมตัวมาอย่างดีนั้น เขาจะพยายามสบตาเพื่อควบคุมหรือโน้มน้าวให้คุณเชื่อ
      กลาสส์บอกว่าโดยทั่วไปแล้วเมื่อคนเราพูดความจริงก็มักจะมองไปรอบๆ หรืออาจจะมองออกไปข้างนอกบ้างเป็นครั้งคราว ในขณะที่คนที่โกหกนั้นจะจ้องมองอย่างต่อเนื่องเพื่อข่มขู่หรือพยายามควบคุมให้เราเชื่อ นอกจากนี้การกะพริบตาอย่างรวดเร็วก็เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตสำหรับคนที่กำลังโกหก
      11. เหงื่อเริ่มออก
      เมื่อคนเราเริ่มโกหก พวกเขาจะรู้สึกเครียดและไม่สบายใจ ซึ่งโดยปกติเมื่อเวลาคนเราเครียด ตื่นเต้น หรือไม่สบายใจ เราจะเหงื่อออก
      กลาสส์เตือนว่า “ให้สังเกตเหงื่อโดยเฉพาะบริเวณบนริมฝีปากและหน้าผาก” ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าระบบประสาทกำลังทำงานอย่างหนัก
      12. อยู่ไม่สุข
      ก็ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ไม่สุขนั้นจะกำลังโกหกเสมอไป เพราะคนเราจะขยับตัวยุกยิกเมื่อรู้สึกตื่นเต้น
      แต่อย่างไรก็ตาม การอยู่ไม่สุขก็สามารถเป็นสัญญาณของคนที่โกหกได้เหมือนกัน โดยเฉพาะพวกที่โกหกไม่เนียน
      13. นิ่งผิดปกติ
      ถึงแม้ว่าคนส่วนมากที่โกหกมักจะอยู่ไม่สุข เนื่องจากพวกเขามักจะตื่นเต้นและรู้สึกวุ่นวายใจ แต่กลาสส์บอกว่าให้ระวังคนที่อยู่นิ่งผิดปกติไว้ด้วย เพราะมันอาจจะเป็นสัญญาณว่าเขากำลังต่อสู้กับระบบประสาทอยู่ก็ได้
      โดยธรรมชาติคนเราเมื่อพูดคุยกันก็มักจะมีการใช้มือเป็นส่วนประกอบแสดงถึงความผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นคนที่นิ่งผิดปกติอาจจะกำลังส่งสัญญาณบางอย่างอยู่ก็ได้
      อย่างที่มีคนเคยบอกไว้ว่าถ้าได้ลองโกหกสักครั้งแล้ว ก็มักจะมีครั้งที่สองและสามตามมา ตามที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน เมื่อปี 2016 พบว่าการโกหกครั้งแรกอาจจะทำให้คุณรู้สึกผิดและเกิดอาการเครียดต่างๆ แต่เมื่อคุณเริ่มโกหกไปเรื่อยๆ ความรู้สึกเหล่านั้นจะค่อยๆ หายไปจึงทำให้โกหกง่ายขึ้น
      เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณไม่อยากถูกหลอกละก็ ลองสังเกตคนรอบข้างให้ดีๆ ถ้าเขาเข้าข่าย 13 ข้อที่กล่าวมา… นั่นเขาอาจจะกำลังโกหกคุณอยู่ก็ได้นะ

    • @อานนท์เล่าเรื่อง
      @อานนท์เล่าเรื่อง  10 месяцев назад +3

      #10ทางเลือกในการทำบุญ
      เดี๋ยวนี้คนไทยเรามีความเข้าใจเรื่องการทำบุญผิดพลาดคลาดเคลื่อนออกไปจากหลักการของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนถึงกับเชื่อกันว่าการทำบุญจะต้องใช้เงินกันมากๆ
      จนถึงกับเชื่อกันว่าการทำบุญจะต้องใช้เงินกันมาก ๆ ยิ่ง “ทำมากยิ่งได้บุญมาก” ความเชื่อเช่นนี้นับว่าออกทะเลไปไกลจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างน่าเป็นห่วง
      ลองคิดดูสิว่า ถ้าการทำบุญเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เงินไปเสียทุกครั้งและเป็นเรื่องที่จะต้องทำครั้งละมากๆ จึงได้บุญมาก หากเราเชื่อกันอย่างนี้ คนอีกเท่าไหร่ที่จะไม่มีโอกาสได้ทำบุญ เพราะคนส่วนใหญ่นั้นเป็นคนจน หาเช้ากินค่ำ ดังนั้น ถ้าการทำบุญเป็นเรื่องของคนมีเงินและต้องใช้เงิน ก็จะมีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถทำบุญได้
      ในเรื่องการทำบุญนี้ เราควรปรับกระบวนทัศน์กันใหม่ ขอเริ่มต้นเป็นข้อๆ เพื่อจะได้เข้าใจกันได้ง่ายๆ ดังนี้
      1. หากมองในแง่เหตุ การทำ “บุญ” เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการชำระใจให้บริสุทธิ์สะอาด ตรงนี้ต้องจับประเด็นให้ชัด บุญไม่ใช่กุศโลบายในการหาเงินของคนบางกลุ่มที่หลอกให้คนอีกกลุ่มทุ่มเททำบุญจนหมดเนื้อหมดตัวด้วยเล่ห์เพทุบายต่างๆ เพราะการทำบุญที่ล่อให้ผู้ทำบุญหวังผลบุญตอบแทนจนคนทำบุญสิ้นเนื้อประดาตัวนั้น แสดงว่าจิตใจของผู้ทำบุญไม่ได้สะอาดขึ้นเลย แต่กลับถูกลวงให้หลงจมปลักลงไปในบ่อบุญจอมปลอมนั้นมากขึ้นอีกอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
      2. หากมองในแง่ผล “บุญ” ก็เป็นความสุขใจที่เกิดขึ้นหลังจากใครก็ตามได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อตนหรือต่อคนอื่น สัตว์อื่น และสิ่งอื่น (ขอให้สังเกตให้ดี การทำบุญไม่ได้ทำกับคนเท่านั้น ยังหมายรวมไปถึงสัตว์และ “สิ่ง” ซึ่งในที่นี้หมายถึงสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติอีกด้วย)
      3. หากมองในแง่สภาวะ “บุญ” มีภาวะเป็นนามธรรม การให้ผลของบุญนั้นเกิดขึ้นที่ใจเป็นหลัก ไม่ใช่ให้ผลเป็นความร่ำรวย ให้ผลเป็นชื่อเสียง หรือให้ผลเป็นการถูกเลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง รวมทั้งไม่ใช่การให้ผลออกมาเป็นคะแนนและหรือแต้มสะสมซึ่งมนุษย์ด้วยกันเองเป็นผู้จัดทำขึ้น ควรจำไว้ให้ชัดว่า การให้ผลของบุญนั้นเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้จัดสรรของมันเอง ไม่ใช่มนุษย์ยื่นมือเข้ามาเป็นผู้บอกว่าทำบุญอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนี้อย่างทันตาเห็น เช่น ทำบุญหนึ่งหมื่นบาทแล้วจะรวยไม่รู้เรื่อง นับเงินมือเป็นระวิง หรือทำบุญด้วยการบูชาพระรุ่นนี้แล้วจะไม่พบกับความลำบากยากจนอีกเลยที่ป่วยก็หาย ที่ไข้ก็ซา
      ผลบุญอย่างนี้ควรทราบว่าเป็นผลบุญเชิงพาณิชย์ หรือเชิงการตลาดที่มนุษย์หัวหมอเรานี่เองโมเมขึ้นมาหลอกเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน “คนทำนาบนหลังคน” นี้แหละที่เข้ามา “ตัดตอน” กระบวนการให้ผลของบุญ จนการทำบุญมีความหมายคับแคบเหลืออยู่เพียงว่า ถ้าจะทำบุญก็ต้องใช้ “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งๆ ที่ความจริง การทำบุญที่แท้นั้นแม้จะไม่ใช้เงินเลยสักบาทก็ย่อมได้ หรือจะพูดได้ถูกยิ่งไปกว่านั้นว่า ที่สุดของบุญนั้นไม่เกี่ยวกับเงินเลย ไม่เกี่ยวอย่างไร เราจะเห็นได้จาก “มรรควิธี” ในการทำบุญ หรือในการสร้างบุญทั้ง 10 ประการ ต่อไปนี้

    • @อานนท์เล่าเรื่อง
      @อานนท์เล่าเรื่อง  10 месяцев назад +2

      มรรควิธีในการทำบุญ 10
      1. ทำบุญด้วยการ “แบ่งปัน” วัตถุ สิ่งของ ปัจจัยสี่
      2. ทำบุญด้วยการ “รักษาศีล”
      3. ทำบุญด้วยการ “เจริญจิตภาวนา”
      4. ทำบุญด้วยการ “อ่อนน้อมถ่อมตน”
      5. ทำบุญด้วยการ “เสียสละช่วยงานคนอื่น บริการสังคม”
      6. ทำบุญด้วยการ “เฉลี่ยความดีให้คนอื่นได้ชื่นชม”
      7. ทำบุญด้วยการ “อนุโมทนา / ชื่นชมความสุข ความก้าวหน้าของคนอื่น”
      8. ทำบุญด้วยการ “ฟังธรรม ศึกษาหาความรู้ที่มีสารประโยชน์ต่อชีวิต”
      9. ทำบุญด้วยการ “แสดงธรรม แจกจ่ายธรรมทาน วิทยาทาน”
      10. ทำบุญด้วยการ “มีสัมมาทัศนะ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อตามหลักเหตุผล ฯลฯ”
      ในพระไตรปิฎกบางแห่งระบุวิธีทำบุญเพิ่มเดติมออกไปอีกว่า
      “ชนเหล่าใดปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน จัดหาเรือข้ามฟาก จัดที่บริการน้ำดื่ม ขุดบึงหรือบ่อน้ำ สร้างที่พักอาศัย, บุญชองชนเหล่านั้นย่อมงอกงามทุกทิวาราตรีกาล, ชนเหล่านั้นเป็นผู้มีคุณธรรม มีศีล นับว่าดำเนินอยู่ในทางแห่งความดีงาม”
      จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า วิธีทำบุญไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “การให้ทาน” แต่ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกทำได้ตามอัธยาศัย เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า ในการทำบุญที่แท้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น แม้ไม่ใช้เงินเลย ไม่มีเงินเลย ทุกคนก็มีสิทธิทำบุญหรือเข้าถึงบุญได้อย่างทัดเทียมกัน และพึงทราบต่อไปด้วยว่าบุญสูงสุดก็คือการบำเพ็ญจิตภาวนาเพื่อให้เกิด “ปัญญา” การทำบุญจึงต้องมาเชื่อมกับ “ปัญญา” เสมอ
      บุญจึงไม่ใช่เพื่อบุญในตัวของมันเองแล้วก็จบ แต่การทำบุญคือมรรควิธีในการพัฒนาตนเพื่อเข้าถึงปัญญา และปัญญานั้นก็ไม่ใช่เพื่อปัญญา แต่เป็นปัญญาเพื่อเข้าถึง “อิสรภาพ” หรือ “นิพพาน” เป้าหมายของบุญอยู่ตรงนี้ ตรงที่ไม่จำเป็นต้องมาวุ่นวายทำบุญกันอีกต่อไปกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “ทำบุญก็เพื่อที่จะทิ้งบุญ” ในที่สุด และมิติของบุญก็เกินความหมายกว้างขวางออกไปถึงทางด้านกาย วาจา ใจ หรือกายอารมณ์ (จิต) สังคม และปัญญา บุญจึงไม่ใช่เรื่องเพื่อความสุขของตัวเองเท่านั้น แต่การทำบุญนั้นก็เพื่อความสุข ความเจริญงอกงามร่มเย็นของสังคมหรือของมนุษยชาติทั้งหมดอีกด้วย
      ความหมาย ขอบข่ายของการทำบุญที่แท้นั้นทั้งหลากหลายและกว้างขวางดังกล่าวมานี้ ชาวพุทธจึงควรเรียนรู้ไว้ให้เท่าทัน ทุกครั้งที่ทำบุญจึงจะได้บุญอย่างที่ต้องการ ไม่ต้องเสียค่าโง่เพื่อแลกบุญครั้งละแพง ๆ เกินความจำเป็น มิเช่นนั้นแล้วหากทำบุญไม่เป็น ทำบุญด้วยความเขลา ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจทำบุญ อาจกลายเป็นกำลังทำบาปโดยไม่รู้ตัวหรือบางทีตั้งใจทำบุญ แต่กลายเป็นว่ากำลังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ยื่นดาบให้โจร โชนฟืนในกองไฟ ก็เป็นได้ครับ

    • @อานนท์เล่าเรื่อง
      @อานนท์เล่าเรื่อง  10 месяцев назад +2

      #เสื้อแห่งความสุข นิทานธรรมะ เตือนสติในสิ่งที่คุณอาจลืมไป
      มีเรื่องเล่าว่า พระราชาองค์หนึ่ง ทรงวิตกกังวลต่อความมั่นคงแห่งราชสมบัติ

      ความวิตกนี้ได้กลายเป็นเรื่องติดแน่นฝังลึก ลุกลามเกาะกินจนเกิดความเครียด บรรทมไม่หลับ ทุกข์หนักถึงขั้นประชวร วันหนึ่งทรงได้รับคำแนะนำว่า
      ถ้าจะแก้ความทุกข์นี้ให้ได้ จะต้องเอาเสื้อของคนที่มีความสุขที่สุดมาสวมใส่
      จึงรับสั่งให้อำมาตย์ผู้หนึ่งไปแสวงหาเสื้อดังกล่าวนั้น แต่ไม่ว่าจะไปขอยืมจากเชื้ อพระวงศ์หรือขุนนางผู้ใหญ่คนไหน ๆ ก็ได้คำตอบเหมือนกันว่า
      ตัวข้าพเจ้าแม้จะมีเงินทองและยศศักดิ์ถึงเพียงนี้แล้ว แต่ในชีวิตจริงก็หามีความสุขไม่

      ในที่สุดก็จำต้องออกไปเสาะหาตามบ้านเรือนของราษฎร แต่คนทั้งหลายก็ตอบเหมือน ๆ กันอีกว่า ชีวิตนี้ยังไม่เคยมีความสุขจริง ๆ สักที อำมาตย์เริ่มท้อใจ ไม่คิดว่า คนมีความสุขจะหาได้ยากอย่างนี้ คงจะไม่ได้เสื้อที่ต้องการเป็นแน่
      วันหนึ่ง ขณะที่อำมาตย์พาคณะไปสำรวจถึงนอกกำแพงเมือง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนร้องตะโกนมาจากที่ไกลว่า
      “มีความสุขเหลือเกิน มีความสุขเหลือเกิน”
      จึงสั่งให้ทหารรับใช้วิ่งไปทางเสียงนั้น พร้อมกำชับว่า ให้เอาเสื้อของมันมาให้ได้ ครู่เดียวทหารผู้นั้นก็วิ่งกลับมามือเปล่า แล้วรายงานว่า
      คนที่ตะโกนว่า มีความสุขเหลือเกินนั้น ที่แท้เป็นขอทาน

      อำมาตย์ผู้เป็นหัวหน้าคิดว่า ถึงเป็นเสื้อขอทานก็ต้องเอามาให้ได้ แล้วออกวิ่งไปยังที่นั้น แต่พอไปถึงก็ต้องยืนงงทำอะไรไม่ถูก เพราะขอทานผู้นั้นไม่มีแม้แต่เสื้อจะใส่
      แต่ที่มีความสุขถึงกับตะโกนออกไป ก็เพราะวันนี้มีผู้ใจบุญให้อาหารกินอย่างดี จนอิ่มหนำสำราญเท่านั้นเอง
      สำหรับมนุษย์ปุถุชนอย่างเรานี้ ยศศักดิ์ก็หมายปอง เงินทองก็จำเป็น จึงไม่มีเลยที่ไม่ไขว่คว้า เมื่อวิถีชีวิตเกี่ยวพันหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ นานเข้าก็กลายเป็นความเคยชินติดแน่น
      พอเอ่ยถึงความสุข ความนึกคิดก็แล่นไปที่เงินทองยศศักดิ์ก่อนอย่างอื่น ทำให้ลืมไปว่า ต่อให้มีสิ่งที่ต้องการครบถ้วนสารพัด ชีวิตก็หามีความสุขไม่ ถ้าไม่มีอีกสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สิ่งนั้นคือคำว่า “พอ” ครับ
      #ขอให้ได้พิจารณาด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม คุณพระรักษาเทวดาคุ้มครอง ขอให้มีความเจริญในธรรม ทุกท่าน ทุกคนครับ

    • @nattawanheerunrat1276
      @nattawanheerunrat1276 6 месяцев назад

      ขอบพระคุณมากค่ะ สำหรับข้อคิดและนิทาน ให้ความรู้ดีมากค่ะ❤❤❤❤❤

  • @สมบุญเหมือนสมหวัง

    กราบสาธุๆๆๆค่ะสวัสดีค่ะท่านอานนท์

  • @joycherdchoongam59
    @joycherdchoongam59 10 месяцев назад +2

    ขอบคุณค่ะ

  • @nong-f8r
    @nong-f8r 10 месяцев назад +3

    ขอบคุณคำสอนจาก
    พระอ.จารย์ ครับผม

  • @กระแตสวีเดน
    @กระแตสวีเดน 9 месяцев назад +1

    สาธุๆๆค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

  • @MutitaYawan-vq4tn
    @MutitaYawan-vq4tn 9 месяцев назад +1

    กราบขอบพระคุณค่ะ
    แชร์ไปให้คนถูกหลอก เผื่อช่วยเตือนสติให้ระวังตัวได้เป็นห่วงพวกเขาค่ะ แต่ควต้องใกล้ชิดเห็นพฤติกรรมของคนชอบโกหกด้วยใช่ไหมคะ พวกเขาไม่เชื่อเป็นบางครั้งก็ดูเห็นเข้าใจแล้วก็เหมือนถูกทำให้ลืมเลือนไปค่ะ คิดว่าโดนเล่นของค่ะ

  • @somjitja
    @somjitja 10 месяцев назад +3

    สวัสดีมีสุขยามฝนตกหนักค่ะคุณอานนท์สาธุสาธุสาธุ🙏🙏🙏อนุโมทามิ🌼🌼🌼

  • @Dkgk-hl7lz
    @Dkgk-hl7lz 10 месяцев назад +1

    สวัสดียามเย็นวันสุข
    ครับ💖💛✨
    เสาร์อีกแล้ว ไม่แคล้ว
    ...ต้องอาทิตย์😳!.🤭
    ควรย้ำคิดใต้จิตเรา__
    __อย่ารอหนา😊
    รอวันนี้ พรุ่งนี้หนอ
    รอตั้งตา...
    🌄🌈🌻🏞️🌌✨
    ...ลืมคิดว่า มาวันนี้
    เป็นของเรา🤔✨
    ______________________
    มัวคิดว่า...เมื่อวาน
    ยังหวานอยู่🤩😁/😊
    ให้จงรู้...วันวาน
    ผ่านแล้วนา า🤔✨
    🙋🏻‍♀️...
    มาวันนี้ฉันโชคดี
    ที่ตื่นมา
    แสงสว่างส่องบน
    ฟ้า...ได้มาเจอ🌄🌈✨
    ______________________
    ฉันดีใจและ สุดปรื้ม...
    ตื่ม...มาพบ😊
    ไม่คิดลบตลบหลัง...
    ________ใครเลยหนา
    ___ขอบพระคุณ บุญ
    กรรมเรา...ที่สร้างมา
    •••ให้ตื่นมาพบเจ้าเช้า
    นี้เอย•••
    /😊
    ______________________
    พรุ่งนี้ฉัน...ยังไปไม่ถึง
    ทำวันนี้ให้ดีที่สุดให้สม
    กับที่เดินทางมาถึงแล้ว
    ครับ👏👏👏 👏👏
    คิดดี พูดดี ทำดี
    _______________________
    ขอบพระคุณครับสำหรับ
    สาระธรรม คำคม ข้อคิด
    ดีดี มามอบให้ได้คิด และ
    นำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง
    ต่อไป ครับ🙏
    *ขออนุญาตแชร์ นะครับ
    อนุโมทนา สาธุ
    🌄🌈🌻🏞️🌌✨
    🙏🏻🙏🏻🙏🏻

  • @ນາງສາຄອນອິນທະປັນຍາ

    ❤,,😍👏👏👏🙏🌹🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿🇽🇰

  • @ฐิตินันท์เม่นชาวนา

    🙏🏻🙏🏻🙏🏻🪷